www.Stats.in.th

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของวิธีลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักในแต่ละแบบ

apple vs cake          

 

              ปัญหาของคนอยากมีรูปร่างที่ดีนั้นก็คือการตั้งคำถามแล้วพยายามหาคำตอบกับตัวเองว่า “จะลดความอ้วนแบบไหนดี” ซึ่งหากสังเกตดูจะพบว่ามีคนถามคำถามแนวนี้ใน pantip บ่อยมากไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหน

 

              เพราะเหมือนว่าจะมีมากมายหลายแบบ จนเลือกไม่ถูกว่าแบบไหนจะเหมาะกับตัวเอง แต่จริงๆแล้วการจะลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักนั้นก็วนอยู่กับแค่วิธีการไม่กี่วิธีเท่านั้นเอง

ดังนั้น เราจะมาดูและทำการเปรียบเทียบกันสำหรับวิธีที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว

วิธีที่ 1 : ลดอาหาร และไม่ออกกำลังกาย


วิธีนี้น่าจะได้รับความนิยมมากพอสมควรเลยก็ว่าได้เพราะตัดปัญหาเรื่องความขี้เกียจหากจะต้องลุกมาออกกำลังกายซึ่งก็ต้องทำบ่อยๆเกือบทุกวันด้วย บางคนอาจจะยกเรื่องการไม่มีเวลาอะไรขึ้นมาก็แล้ว โดยเน้นไปเรื่องการลดอาหารให้น้อยที่สุดเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่าง: การ ใช้สูตรลดความอ้วนเร่งด่วน 7 วัน 15 วัน ด้วยอาหาร ลักษณะนี้ เช้า ไข่ต้ม กาแฟไม่ใส่น้ำตาล กลางวัน เกาเหลาเน้นผัก เย็น สับปะรดหรือแอปเปิ้ล อะไรแนวๆนี้

ข้อดี


– เห็นผลได้เร็วในเรื่องลดน้ำหนัก อาจลดได้ถึงอาทิตย์ละ2-3 กิโล ไม่เหนื่อยออกกำลังกาย

ข้อเสีย


– เป็นการลดปริมาณของกล้ามเนื้อและน้ำในร่างกาย แต่ไขมันแทบจะยังอยู่ทั้งหมด

-เป็นจุดเริ่มต้นของ ระบบเผาผลาญพัง อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายจะลดลง หรือที่เรียกกันว่าโยโย่ เอฟเฟค หากว่ากลัยบมารับประทานอาหารเหมือนเดิม
– ร่างกายทรุดโทรม ผิวหย่อนคล้อย หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ผลมาจากการรับประทานอาหารน้อยเกินไป

เหมาะกับ
– ผู้ที่มีภารกิจหรือเป้าหมายเร่งด่วนที่เท่านั้น

– ไม่สนใจเรื่องของความแข็งแรง สุขภาพ
– ไม่ห่วงปัญหาเรื่องโยโย่ พร้อมรับกับโอกาสที่ต่อไปน้ำหนักตัวจะเด้งกลับมามากกว่าเดิมหรือสุขภาพจะเป็นอย่างไร

 

 

วิธีที่ 2  เน้นเรื่องการควบคุมอาหาร แต่ ไม่ออกกำลังกาย

ไม่อดอาหารเหมือนวิธีที่ 1 โดยทานอาหารแบบปกติ เพียงแค่ลดอาหารจำพวกที่มีผลเรื่องของน้ำหนักตัวให้น้อยลงไป เช่น แป้ง ไขมัน น้ำตาล

ข้อดี
– ร่างกายยังคงทำงานได้ดี อารมณ์ไม่แปรปรวน ไม่ต้องแบกรับความเครียดเพราะอดอาหาร

– ทำได้ง่ายไม่ต้องเหนื่อยออกกำลังกาย
– ระบบเผาผลาญทำงานได้เป็นปรกติ สุขภาพคงที่ และดีขึ้นเรื่อยๆได้
ข้อเสีย


– หากหวังผลเรื่องการลดน้ำหนักอาจจะเห็นผลได้ช้ากว่าวิธีแรกมากอาจต้องใช้เวลานานจึงจะเห็นผลที่ชัดเจนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

– รูปร่างอาจจะไม่กระชับเท่าไหร่ สภาพความฟิตก็มีไม่มากนัก

เหมาะกับ


– ผู้ที่ไม่ได้กังวลเรื่องการลดน้ำหนักมาก อาจเหมาะกับผู้ที่รูปร่างหรือน้ำหนักไม่ได้มีปัญหาจนทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจ เพียงแต่อาจจะคิดว่าหากจะลดลงบ้างก็พอแต่ถ้าไม่ลดจริงๆก็ไม่ซีเรียส หรือแม้แต่คนอ้วนที่อยากลดน้ำหนักแบบสบายๆและไม่รีบร้อนในการลด

– ผู้ที่มีประสบปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถออกกำลังกายได้ เช่น ป่วยด้วยโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ หรือมีปัญหาเรื่องของสภาพร่างกายภายนอกต่างๆ

 

วิธีที่ 3  เน้นการออกกำลังกาย ไม่ควบคุมอาหาร


โดยทานอาหารตามปกติเหมือนกับก่อนที่อยากจะลดน้ำหนัก อาจจะรับประทานเยอะไม่ว่าจะเป็นของทอด ของมันของหวาน แต่ก็แบ่งเวลามาออกกำลังกายเป็นประจำแทบทุกวัน

ข้อดี
– มีความสุขกับมื้ออาหารและของชอบได้แบบไม่อั้น จิตใจผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด
– สภาพร่างกายมีความฟิตมากขึ้น และรูปร่างก็อาจจะดูเฟิร์มขึ้นมาได้บ้าง
– ไม่ต้องห่วงเรื่องระบบเผาผลาญ ว่าจะมีปัญหา

 

ข้อเสีย
– หากจะหวังเรื่องของการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนคงจะช่วยไม่ได้มากเท่าไหร่นัก เพราะหากจะลดน้ำหนักจะต้องพึ่งพาเรื่องอาหาร 70 % และการออกกำลังกาย 30% ดังนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าจะทำให้ลดช้ามากหรืออาจจะไม่ลดเลยก็ได้ ยกเว้นแต่จะออกกำลังอย่างหนักมากๆ
– ต้องมีวินัยในเรื่องการออกกำลังกาย ทำอย่างสม่ำเสมอ
– ในอนาคตอาจจะมีปัญหาในเรื่องของไขมันและคลอเลสเตอรอลได้ โดยเฉพาะหากชอบรับประทานของทอด ของมันเป็นประจำ

เหมาะกับ
– ผู้ที่รักการรับประทานเป็นชีวิตจิตใจ
– ผู้ที่อาจจะต้องการเพียงแค่ดูแลสภาพความฟิตของร่างกายเท่านั้น

 

วิธีที่ 4 : ใช้ยาหรืออาหารเสริมลดความอ้วน

วิธีนี้แบบนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เพราะทำได้ง่ายที่สุด

 

ข้อดี


– รับประทานของชอบได้ตามปรกติ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ

– ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อหน่ายกับการออกกำลังกาย

– อาจจะช่วยให้เห็นผลในเรื่องการลดน้ำหนักได้เร็ว ในเวลาไม่นาน

ข้อเสีย


– มีความเสี่ยงในเรื่องอันตรายของยา ตั้งแต่ทำให้สมองมีปัญหาและอาจรุนแรงไปจนถึงขั้นเสียชีวิต

– ระบบเผาผลาญมีโอกาสพังได้ง่ายมาก

เหมาะกับ

– ผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคอ้วนซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด แต่ไม่ใช่การซื้อยามารับประทานเอง

 

นี่ก็คือ 4 แบบคร่าวๆเท่านั้น แต่จริงๆแล้ววิธีที่ดีที่สุดเอาไว้เรามาต่อกันในคราวหน้ากันดีกว่า เพราะดูเหมือนว่าจะยาวเกินไปแล้วครับสำหรับบทความนี้

Comments

comments