www.Stats.in.th

นอนไม่หลับทําไงดี

 

นอนไม่หลับทําไงดี

นอนไม่หลับทําไงดี

 

               นอนไม่หลับทําไงดี ? สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาในเรื่องของการอาการนอนไม่หลับนั้นก็คงจะรู้ดีว่ามันทรมานร่างกายและจิตใจมากแค่ไหน กลายเป็นสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมากเลยทีเดียว

                ผลเสียที่เกิดมาจากอาการนอนไม่หลับนั้น หากปล่อยเอาไว้เป็นเวลานานสิ่งที่จะตามมาก็คืออาจจะกลายเป็นอาการเรื้อรัง(โรคนอนไม่หลับ)ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงสภาวะทางอารมณ์ การทำงานของสมอง ความจำ ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง ขาดความตื่นตัว ระบบการทำงานของอวัยวะภายในแปรปรวนและส่งผลไปถึงเรื่องของสภาพผิวหนังภายนอกอีกด้วยครับ นั่นก็คือผิวพรรณ หน้าตาไม่สดใส หมองคล้ำ บางคนก็อาจจะมีสิวขึ้นได้อีกต่างหาก

                นอนหลับไม่สนิทหรืออาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นมาได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร เครื่องดื่มหรือยาบางประเภท การออกกำลังกายแบบไม่ถูกวิธี ส่วนปัจจัยภายในก็อาจมีผลมาจากความเครียด วิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ฯลฯ

 วิธีแก้อาการนอนไม่หลับ

 1. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน  โดยเฉพาะกาแฟ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องงดไปเลยแต่ก่อนเข้านอน2-3 ชั่วโมงนั้นไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว เป็นที่ทราบกันว่าคาเฟอีนมีสารกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับ รวมไปถึงน้ำอัดลม ขนม ฯลฯ ที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนแฝงอยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน ส่วนในระหว่างวันนั้นก็ไม่ควรดื่มกาแฟมากจนเกินไป เพราะคาเฟอีนนั้นจะตกค้างในร่างกายด้วย

2. อย่าออกกำลังกายก่อนเข้านอน ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและหลั่งสารเอนโดนฟินออกมา แต่การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเกิดการสูบฉีดอย่างหนัก จะทำให้นอนหลับได้ยากเนื่องจากจะเกิดความรู้สึกตื่นตัวมาก ดังนั้น จึงควรออกกำลังกายก่อนเข้านอนประมาณ 4-6 ชั่วโมง

3.  กินอาหารมื้อเย็นอย่างถูกต้อง  คุณไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างเพราะความหิวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นอนไม่หลับ  ซึ่งก็รวมไปถึงการกินอาหารก่อนที่จะเข้านอนด้วย  ในมื้อเย็นไม่ควรรับประทานอาหารที่หนักมากจนเกินไปโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก   อาหารไขมันสูง ส่วนคนที่รู้สึกหิวมากๆก่อนนอนก็อาจจะรับประทานนมอุ่นๆ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ทำจากนม  เช่น  นมเปรี้ยว,โยเกิร์ต ซึ่งมีสารเมลาโทนิน (melatonin) ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกง่วงนอนขึ้นมา หรือใครที่ไม่ชอบดื่มนมก็อาจจะใช้น้ำอุ่นเติมน้ำผึ้งเล็กน้อยลงไป หรือจะเป็นชาสมุนไพรก็ได้เช่นกันเพราะจะทำให้สามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นการรับประทานกล้วยหอมสักลูก เพราะช่วยให้อยู่ท้องได้ดี อีกทั้งในกล้วยหอมก็ยังมีมีกรดอะมิโนแอซิด ที่ขื่อว่า “ทริปโตฟาน” เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วก็จะเป็นสาร Serotonin ซึ่งทำให้สมองเกิดความผ่อนคลายอีกด้วย

4.  ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินไป  ในช่วงก่อนที่จะเข้านอนนั้นไม่ควรดื่มน้ำมากจนเกินไป เพราะจะทำให้คุณรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยครั้งที่ทำให้ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำบ่อยๆ 

5. ใช้สมุนไพรช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น  มีสมุนไพรอยู่หลายชนิดด้วยกันที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น ถั่งเช้า ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาช่วยระงับประสาท หรือพุทราจีนที่มำให้นอนหลับได้ง่ายและสบายขึ้น รวมทั้งโสมที่ช่วยรักษาอาการของโรคนอนไม่หลับได้ดีเช่นกัน

6. หลัีกเลี่ยงความเครียด หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลก่อนนอน เช่น  การเอางานกลับมาทำที่บ้าน การชมข่าว ละคร ภาพยนตร์ ที่มีเนื้อหาซึ่งสร้างความเครียดรบกวนจิตใจของคุณ

7 อาบน้ำ  หากว่ารู้สึกนอนไม่หลับจริงๆคุณก็อาจจะเข้าไปอาบน้ำโดยเฉพาะหากเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วก็จะยิ่งดีมากขึ้น เพราะการอาบน้ำอุ่นจะช่วยลดความเครียดของจิตใจและร่างกายได้เป็นอย่างดี ส่วนบ้านไหนที่มีอ่างอายน้ำก็อาจจะหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบอย่าง เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์หรือกลิ่นอื่นๆที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นลงไปก็ได้ แต่ก็ไม่ควรจะแช่นานจนเกินไป

8. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม ห้องนอนที่โล่ง ปลอดโปร่ง สะอาด จะช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายมากกว่าห้องที่เต็มไปด้วยสิ่งของวางระเกะระกะ หรือสกปรก ดังนั้นควรพยายามจัดสิ่งของต่างๆในห้องให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และหมั่นทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากจะให้ดีก็ไม่ควรมีโทรทัศน์ตั้งอยู่ในห้องนอนเลยก็จะยิ่งดีมาก

9. ใช้เสียงเพลงกล่อม  การใช้เสียงเพลงเปิดเบาๆในห้องนอนจะทำให้จิตใจเกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้ดี เช่น การเปิดเพลงบรรเลงแนวคลาสสิคหรือจะเป็นเพลงที่มีจังหวะเบาๆก็ได้เช่นกัน

            ทีนี้ก็คงจะทราบดีแล้วนะครับหากว่าเกิดคำถามว่านอนไม่หลับทําไงดี  รู้แล้วก็อย่าลืมเอาไปปรับใช้กันนะครับอย่าปล่อยให้กลายเป็นปัญหานานๆจนส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ แต่หากว่าวิธีช่วยเรื่องอาการนอนไม่หลับเหล่านี้ยังไม่ได้ผลอีกก็คงจะต้องไปพบคุณหมอเพื่อหาทางแก้ไขแล้วนะครับ

 

Image courtesy of debspoons at FreeDigitalPhotos.net

Comments

comments